
รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์
นักวิชาการจุฬาฯ ชี้ 2 ปัจจัย ทำเศรษฐกิจไทยทรุด ตลาดหุ้นปั่นป่วน คาดกลางเดือน ก.พ.รุนแรง ระบุ นายกไปประชุมดาวอส คาดหวังยาก เหตุปัญหาภายในรุมเร้า จี้ สางปัญหามาบตาพุดด่วน ...
เมื่อวันที่ 31 ม.ค. รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ "ไทยรัฐออนไลน์" กรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมเวทีหารือเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ครั้งที่ 40 เมืองดาวอส สหพันธรัฐสวิสเซอร์แลนด์ ว่า การประชุมดาวอส เป็นการรวมของพวกดาว ผู้นำประเทศ นักธุรกิจระดับโลก เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ทางด้านเศรษฐกิจการลงทุน ครั้งนี้นายอภิสิทธิ์ ก็สามารถทำได้ดี แต่อย่างไรก็ตาม คาดหวังได้ไม่มากว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาดำเนินการทางธุรกิจ เพราะด้วยปัจจัยภายในประเทศเองยังมีปัญหา 2 ประการ คือ 1.ปัญหาการขัดแย้งกันทางด้านการเมือง การชุมนุมประท้วง การขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล และ 2.ปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นปัญหาไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้
ตัวอย่างเช่น กรณีมาบตาพุด ยังไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือออกก้อย แต่สิ่งที่เสียหายไปคือระบบเศรษฐกิจการลงทุน วันนี้นักการเมืองมัวแต่พูดกันถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งที่กลไกในการบังคับใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 ยังไม่ได้ผลเนื่องจากยังมีกฎหมายลูกอีกจำนวนมากยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา ทำลายระบบเศรษฐกิจของประเทศ มาบตาพุดเป็นกรณีที่ชัดเจน รัฐบาลควรที่จะเร่งดำเนินการก่อนที่จะมาพูดกันถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
รศ.ดร.สมภพ กล่าวอีกว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะนักลงทุนหรือตลาดหุ้น ในขณะนี้ยังคงแก่วงตัวผันผวนอยู่ตลอดเวลาและจะไปหนักประมาณกลางเดือน ก.พ.เป็นจนถึงสิ้นเดือน เนื่องด้วย 2 ปัจจัยหลักเช่นกัน 1. ปัญหาของสภาวะเศรษฐกิจโลก เหตุมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนและสหรัฐอเมริกามีการควบคุมการเงิน ส่งผลให้ทองและนำ้มันมีราคาสูง และ 2. ปัจจัยภายในประเทศที่กำลังรุมเร้าหนักคือความขัดแย้งทางด้านการเมือง ทั้งนี้ คิดว่าหลังเดือน ก.พ.เป็นต้นไป หากรัฐบาลสามารถบริหารจัดการปัญหาความขัดแย้งทางด้านการเมืองได้ บรรยากาศทางเศรษฐกิจคงจะดีขึ้นเรื่อยๆ.
ขอขอบคุณข้อมูลจาก